วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553

มูลเหตุจูงใจในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

ภาพที่ระลึกกับผู้ก่อการฝ่ายทหารบก


มูล เหตที่ทำให้ พลเอกพระยาพหลพลยุหเสนา คิดเปลี่ยนแปลงการปกครองเริ่มจาการปฏิวัติหน้าที่ทางทหารของท่าน โดยมีความรู้สึกว่า ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และพวกเจ้านายมักจะกระทำกันตามอำเภอใจ ไม่ใคร่ใส่ในความเห็นของผู้น้อยซึ่งแม้ว่าจะมีเหตุผลน่าเชื่อถือก็ตาม

ทหารผู้ใหญ่ถือว่าความเป็นผู้นำของประเทศ จะดีจะถูกต้องไม่ไม่สำคัญ เพราะสำคัญอยู่ที่ว่า
ถูกใจท่านหรือไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้ ทหารผู้น้อยซึ่งมีสติปัญญาดี เกิดท้อถอยไม่อยากแสดงความคิดเห็น
ทั้ง ๆ ที่เชื่อแน่ว่าเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง การบริหารราชการบ้านเมืองจึงดำเนินไปตามความเห็น
ของผู้ใหญ่เพียงไม่กี่คน ซึ่งถ้าท่านเหล่านี้มีความเห็นอย่างเก่าๆ และแคบ ๆ ด้วย อาจชักนำบ้านเมืองไปสู่ความล่มจมได้ง่าย


ความ รู้สึกไม่พอใจอย่างแรงครั้งแรกเกิดจากการประชุมประจำปี ของกระทรวงกลาโหม เมื่อ พ.ศ. 2473 ท่านเข้าประชุมในฐานะจเรปืนใหญ่ มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ เช่น แม่ทัพ และ ผู้บัญชาการต่างๆ ชั้นนายพลทหาร
โดยมีพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นประธาน ท่านได้เสนอเรื่องสำคัญให้ที่ประชุมได้พิจารณา 2 เรื่อง
แต่เมื่อมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่คัดค้าน ประธานทรงให้ถือตามความเห็นของผู้อาวุโส เรื่องของท่านก็ตกไปนี่ก็ถือเป็นความไม่พอใจครั้งแรก

ต่อ มาได้พิจารณาเรื่องรัฐบาลฝรั่งเศสเสนอขายปืนสโตรกบัน (เครื่องยิงลูกระเบิด) ให้แก่กองทัพไทย ท่านทราบว่าปืนนี้ใช้ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 นับว่าล้าสมัยแล้ว ท่านชี้แจงให้ที่ประชุมทราบ ว่าไม่สมควรซื้อไว้ในกองทัพไทย หากจะซื้อควรซื้อชินปรับปรุงกลไกใหม่แล้ว คือสามารถทำการยิงได้รอบตัว แต่ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากที่ประชุม ทำให้ท่านหงุดหงิดอยู่เสมอว่าทำอย่างไรจึงจะให้ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ แก่ราชการแผ่นดิน จะไม่ถูกละเลยทอดทิ้งเสียเพราะเหตุแค่ว่า มันเป็นความคิดเห็นของผู้น้อยที่ผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วย
ทำอย่างไรการบริหารแผ่นดินถึงจะไม่ผูกขาดโดยพวกเจ้านายและเสนาบดีผู้ใหญ่เพียงไม่กี่คน


ทะแกล้วทหาร 3 เกลอ


หาเพื่อนคู่คิด พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา มีเพื่อนสนิทกันอย่างที่สุด 2 คนคือ นายพันเอกพระยาทรงสุรเดช
กับนายพันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม ความสนิทสนมของท่านทั้ง 3 นี้ ปรากฏดีแจ้งถึงเสนาบดีกระทรวงกลาโหม
คือ ม.จ. อลงกฏ ได้ประทานฉายาแก่ท่านทั้ง 3 ว่า “ทะแกล้วทหาร 3 เกลอ” โดยทรงเรียนพระยาทรงสุรเดชว่า “ตาตายัง” เรียกพระยาศรีสิทธิสงครามว่า “อาโธส” และ เรียกพลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาว่า “ปอโธส” ซึ่งท่านทั้ง 3 ล้วนสำเร็จการศึกษาจากประเทศเยอรมนี และเป็นผู้มีชื่อเสียงเฟื่องฟูในวงการทหารแห่งกองทัพบกไทย

เมื่อพลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้นำเรื่องนี้ปรารถร่วมกับเพื่อนทั้งสอง เมื่อพระยาทรงสุรเดชทราบแนวความคิดเห็นก็ตกลงด้วยความยินดี แต่พระยาศรีสิทธิสงครามแม้จะมีความคิดเห็นเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่แสดงออกว่าจะลงหัวจมท้ายด้วยหรือไม่ พระยาพหลพลพยุหเสนาจึงต้องปล่อยไปก่อน

ต่อมานายพันตรีจมื่นสุรฤทธิไกร น้องชายร่วมสายโลหิตได้มาหารือถึงความเหลวแหลกในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยจะล้มเลิกการปกครองระบบเจ้าขุนมูลนายเสีย แล้วจัดการให้มีสภาการปกครองขึ้น พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาได้ฟังแล้วก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง ได้พูดกับน้องชาย่า การทำการเช่นนี้ต้องมีสมัครพรรคพวกมากมาย เพราะหากพลาดพลั้งไปจะคอขาดด้วยกันทั้งหมด น้องชายก็บอกว่าผู้มีแนวคิดร่วมกันเวลานี้มีอยู่เป็นจำนวนมากและพร้อมแล้ว ที่จะกอดคอเข้ามาเสี่ยง นายประยูร ภมรมนตรี (พ่อของดาราหนัง แซม ยุรนันท์ ภมรมนตรี ภายนายประยูรมีเรื่องฟ้องร้องกับท่านปรีดี ทั้งที่เป็นผุ้ก่อการที่ประเทศฝรั่งเศสเหมือนกัน) ซึ่งเป็นบุตรชายของอาจารย์สอนภาษาเยอรมันของพลเอกพระยาพหลฯ ได้เสนอรายชื่อคนที่รวบรวมสมัครพรรคพวกให้ทราบดังนี้


1.นายพันตรี หลวงพิบูลสงคราม (จอมพล ป.พิบูลสงคราม)
2.นายพันตรี หลวงทัศนัยศึกรวบรวมนายทหารม้า
3.นายนาวาตรี หลวงสินธุสงครามชัย รวบรวมนายทหารเรือ (ภายหลังถูก จอมพล ป. จับภายหลังกบฏแมนฮัตตัน พ.ศ. 2494)
4.นายตั้ว ลพานุกรม รวบรวมพลเรือนไว้กลุ่มหนึ่ง
5.หลวงนฤเบศร รวบรวมพลเรือนไว้กลุ่มหนึ่ง

นาย ประยูร ภมรมนตรี ได้แจ้งให้พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ทราบว่า เวลานี้กำลังที่รวบรวมเพื่อทำการปฏิวัตินั้นมีเพียงพอแล้ว ยังขาดแต่ผู้นำ ซึ่งขอเชิญท่านกับเพื่อนสนิททั้ง 2 คือ พระยาทรงสุรเดช พระยาศรีสิทธิสงคราม
เข้าร่วมด้วย ในที่สุด ท่านก็เห็นชอบด้วย

ต่อมาก็ได้เริ่มหาสมัครพรรคพวก โดยเพ่งเล็งเห็นประกอบกับการหากำลังอาวุธไปพร้อมกันด้วย จึงเพ่งเล็งไปที่ นายพันเอกพระยาฤทธิอัคเนย์ ผู้บังคับการทหารปืนใหญ่รักษาพระนคร อีกคนหนึ่งก็คือ นายพันโทพระประศาสน์พิทยายุทธ์ อาจารย์ที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก นายพันตรีหลวงชำนาญยุทธศิลป์ นายร้อยเอกหลวงสวัสดิรณรงค์ และนายร้อยเอกหลวงรณสิทธิพิชัย ซึ่งต่างคนต่างมีความเคารพนับถือ นายพันเอกพระยาทรงสุรเดชในฐานะเป็นอาจารย์อยู่ จึงตอบรับคำชักชวนด้วยความเต็มใจ

เมื่อพลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา และ พระยาทรงสุรเดช ได้เกลี้ยกล่อมนายทหารให้เป็นสมัครพรรคพวกแล้ว จึงได้ติดต่อไปยัง นายประยูร ภมรมนตรี ให้นัดหมายบุคคลชั้นหัวหน้ามาประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย


พระที่นั่งอนันตสมาคม 24 มิ.ย. 2475



ย่ำ รุ่งของ 24 มิ.ย. 2475 ขณะนั้นกำลังทหารเรือประมาณ 150-200 นาย ได้รออยู่แล้ว ฝ่ายคณะนายทหารบกจะได้ดำเนินอุบายรวมกำลังและอาวุธไปสมทบเวลา 6.00 น. จุดแรกของการเข้ายึดกำลังคือ ยึดคลังอาวุธและรถรบของกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ โดยพระประศาสน์ และ พระยาพหลฯ เป็นผู้เข้าทำลายคลังอาวุธ ส่วนพระยาทรงฯ
เป็นผู้อำนวยการทั่วไป ซึ่งทั้งหมดต้องทำให้เสร็จสิ้นภายในชั่วโมงเดียว ด้วยอุบายและแผนการที่วางไว้
และ พระประศาสน์เป็นผู้รับภารกิจไปเชิญตัวกรมพระนครสวรรค์วรพินิตไปคุมตัวไว้ที่ พระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อเป็นตัวประกัน พร้อมทั้งไปคุมตัวพระยาสีหราชเดโชชัย เสนาธิการทหารบก และพระยาเสนาสงคราม ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 ซึ่งเป็นทหารเสือของพระเจ้าอยู่หัวในขณะนั้นด้วย ซึ่งการดำเนินการคุมตัวทั้งสามท่านสามารถดำเนินการตามแผน มีการเสียเลือดเนื้อก็ตอนไปคุมตัวพระยาเสนาสงคราม เนื่องจากเข้าใจผิดว่า พระยาเสนาฯ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 จะชักปืนต่อสู้ ขุนศรีศรากรยิงถูกที่ท้องจนต้องนำส่งโรงพยาบาลเพียงคนเดียว
เมื่อถึงเวลา 6 โมงเช้า พระยาพหลพลพยุหเสนาในฐานะผู้นำคณะผู้ก่อการก็ประกาศวัตถุประสงค์ในการ ปฏิวัติแก่ทหารทั้งปวงและเมื่อไม่มีผู้ใดคัดค้าน พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา จึงประกาศตัวเป็นผู้รักษาพระนครเป็นการชั่วคราว และให้กรมกองทหารทั้งปวงทั่วราชอาณาจักรอยู่ในความสงบ และฟังคำสั่งผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารต่อไป คณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร ได้แต่งตั้งผู้แทนราษฏรชั่วคราวขึ้นมา 70 คน ประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่ายหลายประเภท และได้เปิดประชุมสภาผุ้แทนราษฏรครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475
ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม โดย พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร ได้กล่าวสุนทรพจน์เปิดสภาผู้แทนราษฏร ได้กล่าวถึงการกระทำและความประสงค์ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองและสุดท้ายได้ มอบหน้าที่การปกครองแผ่นดินสยามให้แก่รัฐสภาแห่งราษฏรสยามด้วยน้ำใสใจจริง และวิญญาณบริสุทธิ์ใจและอำนาจของท่านในฐานะหัวหน้าคณะผู้รักษาพระนครฝ่าย ทหาร ก็เป็นอันสิ้นสุดลงโดยยึดอำนาจอยู่เพียง 4 วัน แล้วมอบอำนาจอธิปไตยคืนให้แก่ประชาชน


แต่ภายหลังจากนั้นไม่ถึงเพียงหนึ่งปี เหตุการณ์ 20 มิ.ย. 2476 ก็ต้องเกิดขึ้นเพราะมีการดึงอำนาจกลับคืนแก่ฝ่ายอนุรักษ์นิยม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น